วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

12 ขั้นตอนง่ายๆ กับการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง

12 ขั้นตอนง่ายๆ กับการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง (จากประสบการณ์ตรง)






        สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาสรุปให้ได้อ่านกันครับว่า หากคุณอยากเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง โดยจะอ้างอิงจากประสบการณ์ตรงที่เจอมาเป็นหลักนะครับ บทความนี้อาจจะไม่ใช่บทความที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องทานองนี้ แต่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า


**ขั้นตอนที่ 0: เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน**

        ทันทีที่ท่านมีความคิดที่จะไปญี่ปุ่น (หรือไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม) ผมแนะนาให้เริ่มเช็คราคาตั๋วเครื่องบินอย่างสม่าเสมอครับ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ไม่พลาดโปรโมชั่นดีๆ แนะนาว่า หากท่านเล่นเฟซบุ๊ค หรือโซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ การติดตามข่าวสารจากเพจสายการบิน หรือเพจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะสามารถช่วยท่านได้พอสมควรครับ

ขั้นตอนที่ 1: อยากไปที่ไหนบ้าง? ไปช่วงไหนของปี? 


        ก่อนที่จะเริ่มจองตั๋วเครื่องบิน แนะนาให้ลองคิดดูคร่าวๆก่อนครับว่าอยากจะไปไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบริเวณหลักๆ เช่น โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ฟุกุโอกะ ฮอกไกโด เป็นต้น หรือบางคนอาจจะอยากลงหมู่เกาะคิวชู หรือไปโอกินาว่า โทโฮคุ และอื่นๆ ในบางกรณี หากทริปของท่านเริ่มและสิ้นสุดคนละที่กัน (เช่น เริ่มที่โอซาก้า แต่จบที่โตเกียว) ก็อยากแนะนาให้เช็คราคาตั๋วเครื่องบินของทั้งไฟลท์ไปและไฟลท์กลับด้วยนะครับ โดยอาจจะวางจานวนวันไว้คร่าวๆก่อนเลย นอกจากนี้ ถ้าไปช่วง HIgh-Season เช่น เดือนเมษา (ซากุระ) เดือนตุลา-พฤษจิกา (ใบไม้ร่วง) เดือนมกรา-กุมภา (ฤดูหนาว) ให้รีบทาการจองทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จล่วงหน้าก่อนไปนะครับ เพราะนักท่องเที่ยวจะเยอะ 

ขั้นตอนที่ 2: ไปเที่ยวกี่วัน?

        ถ้าเกิน 15 วัน ต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตให้เรียบร้อยก่อนนะครับ ต่ากว่านั้นไม่จาเป็นต้องทา 

ขั้นตอนที่ 3: จองตั๋วเครื่องบิน

         ควรจองล่วงหน้าก่อนไปอย่างน้อย 2-3 เดือน หรือนานกว่านั้น หรือเมื่อเห็นว่าสะดวกและกาลังมีโปรโมชั่น เวลาจองเที่ยวบิน ให้ดูให้ดีนะครับว่าเป็นแบบบินตรง หรือมี Transfer ถ้าแบบมี Transfer ส่วนใหญ่จะถูกกว่า แต่ก็เสียเวลามากกว่าเช่นกันครับ แถมต้องมาเช็คเรื่องวีซ่าของประเทศที่ทาการ Transfer ด้วย

ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหาข้อมูลสถานที่เที่ยว



         เมื่อจองตั๋วเครื่องบินได้แล้ว ให้เริ่มหาข้อมูลสถานที่ๆจะไปเที่ยวในแต่ละวันครับ โดยอาจจะศึกษาจากหนังสือต่างๆ กระทู้พันทิป สอบถามผู้ที่เคยไปมาแล้ว หรือจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น Japan Guide เป็นต้น 

ขั้นตอนที่ 5: ทำตารางเที่ยว และกาหนดบริเวณที่พักแบบคร่าวๆ

       การทำตารางอย่างคร่าวๆจะทาให้เราทราบได้ครับว่า ในหนึ่งวันเราสามารถไปเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ การกาหนดบริเวณที่พักอย่างคร่าวๆก็สาคัญเช่นกันครับ เพราะจะทาให้เราสามารถคานวณเวลาที่เสียไปกับการเดินทางกลับ หรือออกจากที่พักได้ นอกจากนี้ ผมแนะนาให้เริ่มค้นหาที่พัก (แต่ยังไม่จอง) ตั้งแต่ขั้นตอนนี้เป็นต้นไปครับ นอกจากเวลาที่คาดว่าจะเสียไปกับการเที่ยวสถานที่ต่างๆแล้ว ก็แนะนาให้คานวณเวลาในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยครับ ถ้าใช้รถไฟในการเดินทางเป็นหลัก ก็สามารถใช้Hyperdia ในการคานวณเวลาได้ครับ และก็ ถ้าเป็นไปได้ ให้เช็คด้วยครับว่าวันที่เราจะไปเที่ยว ตรงกับวันหยุด หรือวันเทศกาลอะไรใดๆหรือเปล่า เพราะมันอาจจะทาให้คนเยอะผิดปกติ หรือทาให้สถานที่บางแห่งปิดก็เป็นได้ครับ เมื่อได้ตารางเที่ยวออกมาอย่างคร่าวๆแล้ว หากท่านมีเพื่อนที่เคยไปเที่ยวมาแล้ว ก็แนะนาให้ลองปรึกษากับเพื่อนๆดูครับ ว่าตารางของตัวเองนั้นโอเคแล้วหรือยัง หรืออาจจะปรึกษากับ community ต่างๆก็ได้

ข้อแนะนาอื่นๆ ในการทำตารางเที่ยว: . ไม่ควรทำตารางให้แน่นจนเกินไป ควรเผื่อเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงเผื่อตื่นสาย หรือหลงทาง . ควรวางแผนตารางวันแรกให้กับสถานที่ๆเที่ยวได้ง่ายๆ เนื่องจากท่านอาจจะยังไม่หายเหนื่อยจาก Flight บิน . หากเป็นไปได้ ควรทาให้ตารางเที่ยวในแต่ละวัน สามารถสับเปลี่ยนวันกับตารางวันอื่นได้ เผื่อไว้ในกรณีที่ไม่คาดฝัน เช่น ตื่นสาย รถไฟดีเลย์ หรือแคนเซิล หรือสถานที่เที่ยวปิด . หากมีความประสงค์จะใช้ Rail Pass ต่างๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าสถานที่เที่ยวในแต่ละวันนั้นเอื้ออานวยต่อการใช้ Pass จริง . อย่าลืมเช็คสถานที่เที่ยวต่างๆว่าเปิด-ปิดกี่โมง บางที่อาจเปิด 24 ชั่วโมง และบางที่อาจเปิดปิดไม่เป็นเวลา


ขั้นตอนที่ 6: จองที่พัก

        การจองที่พัก ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนไป และไม่ควรจองล่วงหน้านานหลายเดือน เพราะอาจจะทาให้โรงแรมไม่ยอมรับการจองของท่านได้ และถ้าหากเป็นช่วง High-Season ก็ควรศึกษาข้อมูลเรื่องระยะเวลาในการจองให้ดี การจองที่พักผ่าน Agency ต่างๆนั้น ควรสารวจราคาให้ดีก่อนว่าแพงว่าการจองผ่านโรงแรมโดยตรงหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากท่านไม่สามารถจองห้องผ่านโรงแรมโดยตรงได้เนื่องจากห้องเต็ม ก็ให้ลองดูผ่าน Agency ครับว่ายังเหลือห้องไหม ห้องพักที่ญี่ปุ่นมีหลายแบบ . ถ้าเอาถูกๆแบบคืนละไม่ถึง 1000 บาท ก็จะเป็นแบบห้องนอนรวมซะส่วนใหญ่ครับ . หรือไม่ก็ อาจจะเป็นเรียวกัง (ที่พักสไตล์ญี่ปุ่น) ถูกๆ (แต่แบบแพงก็มีนะ) . ตั้งแต่ 1000 บาทขึ้นไป จะเริ่มได้เป็นห้องนอนเดี่ยว แบบมีห้องน้าในตัว หรือห้องน้ารวม ถ้าไม่ได้คิดจะนอนโรงแรมทั้งวัน แนะนาว่าไม่ต้องจองโรงแรมที่แพงมากครับ พยายามคุมค่าใช้จ่ายให้ตกอยู่ที่คนละประมาณ 1000 กว่าบาทต่อคืน น่าจะโอเคละครับ
อ้อ ทาเลของโรงแรมนั้นก็สาคัญไม่แพ้กันครับ แนะนาว่าพยายามจองให้อยู่ภายในรัศมีการเดิน 10 นาทีจากสถานีรถไฟครับ 


ขั้นตอนที่ 7: คานวณค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

        ข้อนี้สาคัญมากครับ แนะนำให้คานวณทุกรายละเอียดปลีกย่อยเท่าที่จะทาได้เลย เพราะถ้าหากไม่คานวณมาให้ดี เงินอาจจะหมดกลางทางได้ครับ . ค่าใช้จ่ายคร่าวๆสาหรับทริปญี่ปุ่น 7 วันแบบประหยัดค่าเครื่องบินและที่พัก จะอยู่ที่ประมาณ 30000 บาทครับ . อาหารหนึ่งมื้อ ถ้าซื้อนมกับแซนด์วิชที่ร้านสะดวกซื้อ ราคาจะไม่เกิน 500 เยน และถ้ากินตามร้านถูกๆ จะไม่เกิน 1000 เยน หรูขึ้นมาหน่อยก็ไม่เกิน 2000 เยน . ค่าเดินทางโดยรถไฟสามารถดูได้จาก Hyperdia เลย . ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ สามารถดูได้ตามเว็บไซต์ของสถานที่นั้นๆ หรือจาก Japan Guide . ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าก่อนบิน เช่น Rail Pass (Exchange Order) ค่าที่พัก ค่า Pocket WiFi ค่าประกันสุขภาพ และอื่นๆ . ควรเผื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆสัก 1000 เยนต่อวัน ไว้สาหรับเวลาใช้งานจิปาถะอื่นๆ เช่น กดน้าจากตู้หยอดเหรียญ บริจาควัด กินของว่างระหว่างเที่ยว เป็นต้น . ของที่ระลึกจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีตั้งแต่ราคา 200-300 เยน ไปจนถึงพันกว่าเยน . ของฝากยอดฮิตจากสนามบิน อ้างอิงจากร้าน FaSoLa Akihabara . โตเกียวบานาน่ารสดั้งเดิม (12 ชิ้น) 1429 เยน . KitKat ชาเขียวกล่องใหญ่ (มีสิบกล่องย่อย กล่องนึงมี 3 ชิ้น (ชิ้นละสองแท่ง)) 1500 เยน . Royce Chocolate กล่องละ 700 เยน . ฟอยล์หุ้มเก็บความเย็นสาหรับ Royce (แนะนาให้ซื้อ) 100 เยน

ขั้นตอนที่ 8: เตรียมสิ่งของที่จาเป็น และเอกสารต่างๆ


        . พาสปอร์ต หมดอายุ หรือใกล้หมดอายุแล้วหรือยัง? วีซ่า เรียบร้อยไหม? 
        . เอกสารการจองที่พัก มีติดตัวไว้แล้วหรือยัง? (โรงแรมบางแห่งอาจจะขอดูแค่ Passport แล้วเช็คเอาผ่านระบบ Online แต่เตรียมไว้ก็ดี เผื่อได้ใช้ที่ ตม.) 
        . เที่ยวบิน เช็คอินแล้วหรือยัง? 
        . ประกันสุขภาพ ประกันเที่ยวบิน มีแล้วหรือยัง? (แนะนาให้ซื้อไว้ เผื่อฉุกเฉิน) 
        . Pocket WiFi จาเป็นต้องใช้ไหม ถ้าจาเป็น จองไว้แล้วหรือยัง? (แนะนาให้จองล่วงหน้าหนึ่งเดือน) 
        . ถ้านั่งรถไฟของ JR บ่อยๆ ซื้อ Rail Pass ไว้แล้วหรือยัง? รวมถึง Pass อื่นๆที่ต้องซื้อก่อนเดินทางด้วย 
        . เงิน แลกไว้เรียบร้อยแล้วหรือยัง . ข้อมูลต่างๆ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เบอร์โทรศัพท์ต่างๆ 
        . แผนที่ของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆที่จะไป รวมถึงแผนที่เส้นทางรถไฟต่างๆ (ควรปริ๊นท์สีเก็บไว้กับตัวเลย สาคัญมาก เวลาอยากรู้จะได้หยิบขึ้นมาดูได้เลย) 
        . หนังสือสอนภาษาญี่ปุ่นแบบพื้นฐาน สาหรับนักท่องเที่ยว แนะนาให้มีติดตัวไปเล่มนึง เผื่อใช้ในยามฉุกเฉินจริงๆ 
        . ดิกชันนารี ญี่ปุ่น-ไทย หรือ ญี่ปุ่น-อังกฤษ อาจจะโหลดเป็น App เอาก็ได้ (สาหรับคนที่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วในระดับพื้นฐาน)  
        . ฯลฯ ข้อแนะนา: ควรเก็บสาเนาเอกสารสาคัญเป็น pdf ไว้ในมือถือหรือ Tablet ด้วย 

ขั้นตอนที่ 9: เช็คสภาพอากาศ 

     แนะนำให้เช็ค 2-7 วันก่อนไป ถ้าฝนตกก็ควรพกร่ม ถ้าหนาวหรือลมแรงก็ควรพกเสื้อกันหนาว แต่ถ้าคิดว่าไม่หนาวมาก ก็ไม่ต้องพกเสื้อกันหนาวไป จะเป็นภาระเปล่าๆ

ขั้นตอนที่ 10: จัดกระเป๋า จัดกระเป๋า 


       โดยให้เหลือเนื้อที่ว่างอย่างน้อย 30-50% เผื่อไว้สาหรับของฝากและของซื้อทั้งหลายทั้งปวง ยิ่งไปเที่ยวนานของเหล่านี้จะยิ่งเยอะและบานปลาย ขั้นตอนที่ 11: เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เยอะ เพราะการป่วย 1 วันก่อนไปนั้นเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอแน่นอน ขั้นตอนสุดท้าย: ขอให้สนุกกับทริปของท่าน!